Feb 12

04:00 ฟิ้วววว.. ตื่นตั้งแต่ ตี 4 จัดของนู้นนี่ แล้วตรงดิ่งไปสุวรรณภูมิ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินของสายการบิน United Airline เที่ยวบิน UA882 ไปยัง Narita Airport เครื่องออกตอน 07:15 เวลาประเทศไทย ถึง Narita 15:05 เวลาประเทศญี่ปุ่น (เร็วกว่าไทย 2 ชม) ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 5h, 40m แต่เครื่องออกเร็วกว่ากำหนดไปครึ่งชม ทำให้เราไปถึงเร็วกว่าเดิม แต่กว่าจะไปถึงท้องฟ้าก็เริ่มส้มล่ะ ที่ญี่ปุ่นช่วงหน้าหนาว ฟ้าจะมืดเร็วมาก สัก 5 โมงก็มืดแล้ว ไปถึงวันแรกก็เลยต้องท่องโตเกียวในยามราตรีซะนี่

 

ยอดภูเขาไฟฟูจิสูงทะลุเมฆ ถ่ายจากบนเครื่องบิน ^^

14.30 ถึงสนามบินนาริตะ ผ่าน ตม รวดเร็วดี ผ่านจุด declare ก็ถามแบบงงๆ มาทำอะไร มีกี่กระเป๋า (แล้วไง ก็แค่นี้ล่ะ) เอานู้นนั่นนี่มาหรือเปล่า สุดท้ายก็ปล่อยผ่านมาเพราะไม่รู้จะถามอะไรต่อ

ใครมาญี่ปุ่นครั้งแรกก็จะงงกับแผนที่รถไฟเป็นธรรมดา เยอะสราดดด

เข้าประเทศมาได้สำเร็จก็ถึงเวลามาแลก JR-Pass ล่ะ ได้มาแล้วก็มุ่งหน้าเข้าสู่ที่พักของขลุ่ยซังกับวีนซังรุ่นน้อง CP31 ครับ โดยการจับรถไฟ Keisei Ltd. Exp. จาก Narita ไปต่อ JR-Sobu Line ที่สถานี Funabashi เพื่อมุ่งไปยังปลายทางสถานี Shinkoiwa วินาทีแรกที่รถไฟออกมาจากอุโมงค์ก็คิดในใจว่า เออ.. กูมาถึงแล้วนะสาดด.. กูมาเที่ยวด้วยเงินกูเองนะเว่ย แม้จบทริปจะจนกรอบก็เถอะ แต่คุ้มหว่ะ!! ตอนนั้นยังงงๆอยู่ทำอะไรไม่ค่อยถูก อยู่บนรถไฟก็มองไปมองมาหันไปหันมา ทำ Culture Inspection มองสาวสวยกดมือถือแช็ทเพราะการโทรศัพท์บนรถไฟในญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก เพื่อนผมเคยโดนคุณลุงตบหน้ามาแล้วเพราะดันไม่ปิดเสียงโทรศัพท์แถมยังรับบนรถอีก >< น่าจะ import คุณลุงมาอยู่เมืองไทย แต่ขอแค่จัดการคนคุยโทรศัพท์เสียงดังก็พอล่ะ

อีกโมเมนท์นึงที่อยากบันทึกไว้เมื่อได้ออกจากอุโมงค์.. ห่าน!! ไหนบอกว่าอุณหภูมิ 10 องศาว่ะ กรูก็จัดเต็มมาเลย.. อ้าว แมร่งรถไฟไม่เปิดแอร์ ไม่มี air flow เลยด้วยซ้ำ ประมาณว่าไม่ให้อากาศข้างนอกเข้ามาได้ แล้วไอ่คนญี่ปุ่นก็ใส่ทั้งขนเป็ดหนาๆ overcoat เต็มตัว.. นั่งอยู่บนรถแบบสงบนิ่ง.. ส่วนกรูก็เหงื่อแตกพลั่กๆ ขนาดถอดเสื้อแล้วนะ ยังรู้สึกโคตรร้อนเลย.. คงเป็นมารยาทเค้ามั้ง แต่มันร้อนจริงๆนะ >< แต่ทันใดนั้นเมื่อรถจอดที่สถานีประตูแว๊ปปป… โอ้วว.. “ลมหนาวมาเมื่อไร ใจฉันคงยิ่งเหงา” มากกก.. จนกรูทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว ก็นั่ง culture inspect ไปเรื่อยๆ

อ่อ อีกอย่าง เค้าว่ากันว่า การลุกให้นั่งถึงว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ไอ่เราเห็นคนแก่เดินเข้ามาก็คิดในใจว่าจะลุกให้นั่ง แต่ก็เอะใจว่า culture เค้าเป็นยังไงว่ะ ก็เลยนั่งสังเกตการณ์ดูก่อน เออหว่ะ.. เด็กหนุ่ม เด็กไฟแรงทั้งหลาย นั่งเฉยยยย.. คุณป้าขึ้นรถมาก็ self จัดเสียด้วย ชั้นแข็งแรงอย่าสะเออะลุกให้นั่งเชียวนะ.. แต่จริงๆเค้ามีแยกโซนสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการล่ะ ถ้าเค้าเดินไปตรงนั้นจริงๆเราก็ควรจะลุกให้นั่งนะจ๊ะ Smile

17:00 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม ก็มาถึงสถานี Shinkoiwa ไปถึงก็โทรเรียกน้องๆมารับ เดินดุ่ยๆประมาณ 5 นาทีก็ถึงที่พัก ว้าววว.. สวยงาม ขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กเกินไม่ใหญ่เกิน ทุกอย่างพร้อม!!

ยืนรอน้องๆมารับ

ระเบิดกระเป๋า นั่งพักวางแผนสักครู่ก็ออกเดินทางตะลอนกันต่อ

18:00 บุก Akihabara — Check point แรกที่ต้องทำคือไปจัดการซัด Chabuton ที่ญี่ปุ่น เนื่องจากเพื่อน รร เก่านัดกันจะไปซัดกันคืนนี้ เราก็ชิ่งมาซัดกันที่ญีปุ่นก่อน แล้ว upload รูปขึ้นไปยั่วเพื่อนๆใน FB วู้วววววว Time Zone WIN!! เราสั่ง Miso Ramen เพราะคนอื่นสั่ง Chabuton Ramen กันหมด ไอ่เราก็ไม่อยากซ้ำ ผลปรากฏว่า เค็มสรัดๆๆๆๆๆๆๆ Ramen ญี่ปุ่นแม่งเข้มข้นมากกก แถมเค็มมากด้วย คิดดูนะเต้าเจี้ยวข้นๆอยู่ในราเมง.. ให้ตายเถอะ เฟลมากกก.. ต้องแอบเอากระป๋องน้ำมาเทใส่ถ้วย ไม่ไหวจริงๆ ปวดไตขึ้นมาทันที ><

เหยือกน้ำ ด้านล่างดำๆนั่นคือถ่านนะครับ ถ่านเป็นก้อนๆเลย แช่อยู่ในน้ำนั่นแล

กินเสร็จก็เดินเที่ยว Akihabara ทุกชั้นเลย เดินดูนู้นดูนี่แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร หาของแปลกๆดูนี่ล่ะ ถ่ายรูปจนเค้าต้องเดินมาห้าม

เสร็จก็ไปเดิน Sex Shop บุกตั้งแต่วันแรกนี่ล่ะ!! มี 7 ชั้น ก็เดินดูแม่งทุกชั้นเหมือนกัน ทีเด็ดทั้งนั้น เดินจนแสบตา เพราะมีแต่สารสังเคราะห์ทั้งนั้น ว่าจะซื้อฝากเพื่อนๆเสียหน่อย แต่เสียใจนะ ไม่ยอมตอบกัน ไอ่เราก็อุตสาห์ถามกลาง wall แต่ไม่มีใคร response ซ้ากกคน เฮ้อๆ อย่ามาว่ากันนะครับ

อ้อมีชั้นใต้ดินอีกชั้นนึงด้วย ของเด็ดๆ แผ่นแบบเป็นหมื่นเยน ดีวีดี เสียงกระหึ่ม ฮ่าๆ มีกางเกงในสาวใช้แล้วด้วย อ้อๆ ชั้นบนสุดมี ตุ๊กตายาง Collection ใหม่ น่ารักมากกกกกก.. คาวาอิ๊ๆๆๆ ฮ่าๆ ดูหื่นมะๆ แต่เดินมากกว่านี้ไม่ไหวแล้วหว่ะ แสบตาจริง ปวดหัวจริง.. ก็เลยต้องรีบจรลีออกออก ทั้งๆที่อยากจะซื้อออกมาสักอย่างสองอย่าง ฮี่ๆ

จากนั้นก็เดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น.. เข้าร้านเกมส์ตู้ไปดู พวกเซียนเล่น arcade กัน แล้วก็ได้เห็น culture อีกอย่าง จริงๆก็คงเหมือนคนไทยแหละ แบบว่าห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี อยุ่เกิน 4 ทุ่ม พอ 4 ทุ่มเป๊ะ ก็มีพนักงานมาสะกิดเด็ก แล้วเด็กก็เดินออกไปอย่างว่าง่าย เออหว่ะ คนเค้ามีวินัยจริงๆนะ

เดินไปเดินทางชักหมดแรง หนาวสาดด้วย.. ก็เลยจับรถไฟกลับที่พักดีกว่า

00:00 แวะ 7-11 หาของกิน ได้มา 3 อย่าง โรลครีมนมสดแสนอร่อย นมสด lawson แล้วก็ ข้าวปั้นสำหรับวันรุ่งขึ้น

กินเสร็จก็อาบน้ำ จดบันทึกรายรับรายจ่าย จด journal วางแผนการเดินทางพรุ่งนี้ จัดกระเป๋าย่อย เพื่อไปค้าง Kawaguchi-ko 1 คืน กว่าจะได้นอนก็ ตี 2 ให้ตายสิ พรุ่งนี้ต้องตื่นให้ทันรถไฟเที่ยวแรกเพื่อไปดูประมูลปลาที่ Tsukiji ตอนตี 04:30 ด้วย โอ้วม่ายยยยยย  นอน 2 ชมเองงงงง

02:30 หลับตา แล้วดิ่งสู่ความฝันทันที


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Feb 11

และแล้วก็ถึงเวลาเขียน blog ไปญี่ปุ่นเสียที ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงมา 2 เดือนกว่าละครับ หลังจากที่กลับมาก็มีคนรู้จักไปญี่ปุ่นกันเยอะมาก หลายคนก็ถามแพลนการเดินทางของผม ค่าใช้จ่ายต่างๆ คือตั้งใจจะเขียนตั้งแต่กลับมาใหม่ๆแล้วล่ะครับ จะได้ให้คนที่วางแผนเดินทาง ได้อ่าพอเป็นแนวทางบ้าง

เนื่องจากเวลาที่ผ่านล่วงมาทำให้หลงลืมไปบ้างก็อย่าว่ากันนะครับ แต่ก็ยังดีที่ตอนเดินทางมีจด Journal ไว้บ้าง ก็จะเอามาถ่ายทอดให้อ่านกันครับ

Blog Series นี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ ถ้าใครต้องการ Trip Plan แบบจริงจัง จับรถไฟที่ไหนกี่โมง ต่อรถที่ไหน ยังไง ก็ Request หลังไมค์ได้นะครับ

ก่อนไป

โคตรจะตื่นเต้นเลยมันเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินที่บินนานที่สุดตั้งแต่เคยบินมาเลย แล้วเป็นการไป Backpack ครั้งแรกด้วย พอดีก่อนหน้านั้นยุ่งๆเรื่องบ้านอยู่ ก็ไม่เลยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน จะไปนานๆเป็น 10 วันอย่างงี้ไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญคือยังไม่มีตังค์เก็บไปเที่ยว >< ได้เงินมาก็เอาไปลงที่บ้านหมด จนหลังๆรู้สึกว่าเก็บตังค์ไปเที่ยวบ้างเหอะ ดีกว่านั่งทำงานง่กๆ แล้วเอาตังค์ไปจ่ายให้หมอแทน

ทริปนี้เป็นทริป Backpack ครั้งแรกของเรา และอุปกรณ์เดินทางก็มีแค่ Backpack 45+10 ลิตรเท่านั้น ก็เลยต้องไป shopping นู้นนี่เยอะหน่อย และช่วงที่เราไป อากาศก็ประมาณ 5-15 องศา เสื้อหนาวที่บ้านก็ไม่มี เลยต้องหาซื้อเสื้อหนาวติดตัวไว้หน่อย ไปเดิน platinum มา ได้เสื้อหนาวขนเป็ดมาตัวนึงของ Armani 2900 บาทปลอมไม่ปลอมไม่รู้ รุ้แต่ว่าเนียน เป็นอันใช้ได้ ราคาขนาดนี้ก็รู้สึกแพงสำหรับเรา ไปแค่ครั้งเดียวไม่คุ้มแน่ๆ ซื้อมาแล้วก็ต้องหาที่อื่นไปอีกโว้ยยยยย บังคับตัวเองไปในตัว ^^ เดินไปเดินมาก็ได้เสื้อหนาวบางๆมาอีกตัวเอาไว้กันลม เผื่อไม่ได้หนาวมาก แล้วก็จะได้เอามาใส่ในเมืองไทยได้ด้วย เดินไปเดินมาก็ได้เสื้อแขนยาวมาอีกตัว เผื่อหนาวเกิ๊น เอาว่ะ ไม่เคยไปนี่หว่า ก็เตรียมไว้ก่อนละกัน

เอาล่ะ เหลืออะไรอีก อ้อ รองเท้าผ้าใบที่ support เท้าดีๆ ก็ไปได้ Nike Air Max+ มาคู่นึง 2100 บาท เป็นรองเท้าที่แพงที่สุดตั้งแต่เคยซื้อมา >< แต่ยอม.. ครั้งนี้ยอมรับว่าจ่ายค่าเตรียมตัวไปเยอะมาก.. แต่ยอมจริงๆนะ ประหยัดมาก็เยอะ ขอซื้อของดีๆไว้ใช้เองบ้างเหอะ ^^

หมดยังว่ะ.. อ้อ ยาประจำตัว ก็ยาทั่วๆไปที่คิดว่าจำเป็นในการเดินทาง พารา แก้ท้องเสีย แก้แพ้ แก้เมารถ แก้อักเสบ และก็อุปกรณ์ทำแผลทั้งหลาย พลาสเตอร์  จบไปสำหรับยา และที่สำหรับสำหรับ backpacker ที่ไม่ค่อยเตรียมไปกันคือ กรรไกรตัดเล็บ ใช้ประโยชน์ได้มากโข ลดอาการบาดเจ็บได้ดีเลยล่ะ ยิ่งไปต่างบ้านต่างเมืองอาการแห้งหนังลอก เดินเยอะเล็บขบเล็บฉีก ทริปนี้ได้ใช้เยอะมาก

เอ.. มีไรอีก Money Belt เอาไว้ใส่ตังค์ที่ต้องการเก็บไว้ มันจะเก็บไว้แนบชิดตัวเลยหล่ะ ติดตัวเราไปทุกที่แม้ตอนนอน ส่วนใหญ่เค้าจะใส่ไว้ระดับกางเกง อยู่ระหว่างเกงในกับกางเกง หรือบางคนกลัวหายจัดๆ ก็ไว้ในเกงในเลยไม่หายชัวร์ ถ้าจะหายจริงๆคุณคงโดนข่มขืนไปก่อนแล้ว

หลักๆก็มีเท่านี้ แต่สำหรับการไปญี่ปุ่นจะมีพิเศษที่ต้องเตรียมตัวคือซื้อ JR-Pass ใช้สำหรับขึ้นรถไฟ เรือ รถบัสต่างๆนานาในเครือ JR เราซื้อแบบ 7 วันมา ก็จ่ายไป ประมาณ 10,xxx บาท

เมื่อของพร้อม กายพร้อม วีซ่า เจอาร์ ตังค์ พร้อม เราก็ไปลุยเจ้แป้นได้ โกกกกกกก!!!


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Feb 02

วันนี้วันดี ตื่นแต่เช้า (นอนไปได้แค่ 4 ชม) เพื่อไปหาอาจารย์ที่ รร โพธิสาร วันนี้ได้ไปครบทุกหมวดเลย ปกติเราไปหาอาจารย์ทุกปีอยู่แล้วล่ะ ก่อนหน้านั้นไปทุกเทอมเลย แต่เดี๋ยวนี้เวลา tight มาก เลยกลายมาเป็นปีนึง  ไปแต่ละครั้ง อาจารย์ก็ถามหาเพื่อนๆคนอื่นๆตลอดเวลา ถามคำถามเดิมๆ พูดถึงเรื่องเดิมๆ บ่นถึงเด็กรุ่นใหม่ๆให้ฟัง แต่ไอ่คำว่าเรื่องเดิมๆนั่นล่ะ ทำให้เราโคตรจะอบอุ่นเหมือนเดิมเลย.. อาจารย์ทุกท่านที่ไปหาจำเราได้ เจอกันก็จะไล่รุ่นกัน รุ่นเดียวกับคนนี้ใช่มั้ย เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย ทำงานเป็นไง แล้วอาจารย์ทุกท่านก็จะปิดท้ายด้วยการบ่นถึงเด็กรุ่นใหม่ๆให้ฟังและก็จะจบด้วยประโยคที่ว่า ‘ไม่ดีไม่ขยันเหมือนรุ่นเธอ’ ไอ่เราฟังแล้วก็ดีใจนะ ก็อยากจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังด้วยครับ เราก็ยังจำภาพเก่าๆได้เลย เดินไปแต่ละที่ ก็มีภาพ flashback ขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด ตรงนี้ที่เราโดนไม้เรียวฟาด ห้องนี้ที่เราโดนหยิกแขน ซึ่งไม่มีอีกแล้ว ไม้เรียว ไม่มีอีกแล้วการทำโทษ เด็กสมัยนี้แตะไม่ได้เลย โคตรรักโรงเรียนนี้เลยหว่ะ 

อ่อ โรงเรียนเรายังคงเป็นที่ 1 ของฝั่งธนอยู่นะ และที่อาจารย์บ่นๆกันเนี่ย เด็กโรงเรียนเราก็ถือว่าดีกว่าโรงเรียนอื่นนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าโรงเรียนอื่นจะเป็นยังไง

แล้วตอนนี้ถนนพุทธมณฑลสายหนึ่งก็ตัดผ่านหน้าโรงเรียนแล้ว โรงเรียนเราจะได้กลายเป็นโรงเรียนติดถนนใหญ่เสียทีนะ ไม่ต้องนั่งเข้าซอย 1.7กม ล่ะฮ่าๆ

อีกอย่างตอนนี้โรงเรียนซื้อที่ข้างหลังได้แล้วนะ ที่พูดๆกันตอนรุ่นเราหน่ะ กำลังรอสร้างตึกอยู่ โรงเรียนเราจะได้ขยายที่เสียที

ห้องสมุดก็ปรับปรุงใหม่ซะสวยงามเลย ไม่รู้มีใครเป็นสปอนเซอร์หรือเปล่า มี facebook ด้วยนะ http://www.facebook.com/libraryps

เสร็จแล้วก็นัดอาจารย์นิทราสุดที่เลิฟไปนั่งทานอาหารกลางวันนอกโรงเรียนเหมือนทุกครั้ง และก็ทานร้านเดิมเหมือนทุกครั้งด้วย Smile  พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ มีความสุขจังครับ

เสร็จแล้วก็รีบนั่งรถไปออฟฟิศ ไปเอาเสื้อผ้า ไม้แบต รองเท้า เพื่อไปออกกำลังด้วยการตีแบดมินตัน กับพวกแก๊งค์ settrade ที่คุ้นเคย… ต่อไปผมจะพยายามไปให้ได้ทุกอาทิตย์ล่ะครับ ออกกำลังกายโว้ย!!!

ตีเสร็จก็กลับมาบ้าน มานั่งเขียน blog และจะหมดแรงในไม่ช้า…. คร่อก!!

ขอติด Japan Trip ไว้ก่อนนะครับ ขอมีแรงเยอะแล้วจะลุยปั่นมาให้อ่านกัน

 

ธีรเดช ณ วันวานแห่งความสุข


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Feb 01

ไม่ได้เขียนมาเป็นเดือนอีกแล้วหว่ะ ช่วงที่ผ่านมาชีวิตวุ่นวายมากเลย หลังจากกลับมาจากช่วงเวลาชีพจรลงเท้าใน blog ที่แล้วนั้น เราก็กลับมาลุยงานต่อเลยหว่ะ มี 3 โปรเจครออยู่ แบบว่าจบโปรเจคนึงก็ต่อโปรเจคถัดไปทันที.. เรื่องที่ซุกหัวนอนไม่ต้องพูดถึง ก็เหมือนเดิมครับ หอบผ้าหอบผ่อนไปนอนออฟฟิศตามเคย กลายเป็นชีวิตเด็กหอ.. หลายคนก็ถามว่าใช้ชีวิตยังงี้มันมีความสุขเหรอว่ะ วันๆนั่งอยู่หน้าคอมพ์ ตลอดเวลาถ้าเทียบกับเวลางานปกติ 8 ชม เรานี่ใช้เวลาเป็น 2 เท่าเลยล่ะ นอน 6 ชม กิน 2 ชม ที่เหลือทำงาน.. มีความสุขมั้ยมันก็ตอบยากหว่ะ แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกและคงไม่ต่างกับที่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่อดหลับอดนอนนั่งง่วนอยู่หน้าคอมพ์ ข้าวไม่กินนั่งแก้บั๊กติดพันอยู่ ก็เพื่อได้เห็น Final Product ออกมานี่หล่ะ และจะยิ่งดีใจมีความสุขสุดๆเมื่อได้เห็น app ที่เราคอยประคบประหงมมีคนโหลดไปใช้งาน มีคนพูดถึงแม้จะบ่นว่ามีบั๊กเราก็พร้อมที่จะเข้าไปแก้แล้ว release ใหม่ทันที

ส่วนถ้ามองในอีกมุมหนึ่งและเป็นมุมที่คนส่วนใหญ่มองกันคือเรื่องสุขภาพ เราก็รู้สึกเหมือนกันว่าชีวิตมันก็อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆแค่นั้น มองไปไหนก็มีหน้าต่างกำแพง หิวข้าวก็ลงไปกิน และก็ขึ้นมาอยู่ในห้องปิดเดิม ทั้งร่างกายขยับแค่นิ้ว ก๊อกแก๊กๆ อยู่หน้าจอคอมพ์ ข้อมือด้าน ข้อมือปวด ปวดหัว มันน่าเบื่อหว่ะกับบรรยากาศซ้ำซากอย่างนั้น ออกกำลังกายก็ไม่ได้ออก กล้ามเนื้อลีบ พุงโต หัวโต หัวฟู นอนก็ไม่เป็นเวลาหว่ะ ช่วงหลังๆใช้ชีวิต GMT+0 มาก ถ้าได้อยู่ London จริงๆคงดี เราตื่นคนอื่นนอน พอเรานอนคนตื่นแมร่งก็โทรมากันจังงงงง!! สรุป มีแต่เสียกับเสีย(สุขภาพ) แล้วทำไมไม่ปรับว่ะ ก็พยายามแล้ว จะใช้ชีวิตให้เหมือนคนอื่น แต่ผ่านไปเรื่อยๆมันก็ shift ไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่โหมดเดิม คือเรามักจะมีสมาธิตอนกลางคืนหว่ะ มันได้งานมากกว่าจริงๆ ไม่มีใครมา interrupt.. ก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็จะพยายามปรับนะครับ

คือจริงๆแล้วมันก็เป็นช่วงๆครับ มันเป็นช่วงที่งานเข้ามาหลายงานพร้อมกันพอดี เราก็เข้าใจ เราก็ทุ่มมันเต็มที่นะ เวลาสังสรรค์ก็แทบจะไม่มีเลย ใครชวนเราก็ปฏิเสธหมด indicator ง่ายๆ ปีนี้เราไปนั่งลานเบียร์แค่ครั้งเดียว ไม่ได้ไปเดินดูไฟคริสต์มาส ไม่ได้ไปเกาะขอบรั้วฟังคอนเสิร์ตที่ CTW
แต่สิ่งหนึ่งที่มันเคยหายไปและเราก็พยายามสร้างกลับมาใหม่และดูเหมือนว่ามันจะย้อนกลับไปที่เดิมอีกครั้งคือ เราจะเริ่มเข้าไปสู่พื้นที่ตกสำรวจอีกครั้ง.. เวลาเราวุ่นๆใครชวนไปไหนก็ไปไม่ได้ ปฏิเสธบ่อยครั้งเข้า คนชวนก็คร้านที่ชวนอีก นั่นหล่ะครับ มันเริ่มแล้วครับ นั่นทำให้เวลาเราพอมีเวลาว่างบ้าง เราก็จะจับยัดทุกอย่างมาลงไว้พร้อมกันหมด ได้ปริมาณแต่ไม่อิ่มเอม มันคุ้มกันไหมหว่า.. ชีวิตและสังคมที่ขาดหายไป มันคุ้มกันไหม… อยู่แต่กับ Social Network แต่ยังไงก็ไม่เอมเท่ากับคนจริงๆหว่ะ มันไม่มี eye contact ไม่มี emotion ไม่มีสัมผัส คนจริงๆเมื่ออยู่ใกล้กันบางทีก็สามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยสักคำ.. มันทำไม่ได้ครับ..

จนถึงตอนนี้ โปรเจคทั้ง 3 ตัวก็ใกล้จะเป็นตัวเต็มวัยแล้ว ตอนนี้เราก็พอมีเวลาว่างแล้วหล่ะ และเราก็ปวารณากับตัวเองแล้วว่าจะไม่กลับไปโหมงานอย่างงั้นอีก(ถ้าไม่จำเป็น) ใช้ชีวิตให้เหมือนคนอื่น ว่างในเวลาที่ควรจะว่าง หยุดในวันที่ควรจะหยุด ออกไปสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กับคนอื่นบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ทำตามความฝันของตัวเองบ้าง ออกไปท่องเที่ยวผจญโลกกว้างเปิดหูเปิดตาบ้าง

ถ้าเป็นเกมส์โชว์ เราก็จะเรียกช่วงเวลานี้ว่า เป็นช่วงเอาคืน!! อะไร อะไร เสียหาย ผุกร่อนไปในช่วงปีที่ผ่านมา เราก็จะซ่อมให้มันกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ช่วงเวลาที่หายไป ก็จะพยายามเรียกกลับคืนมานะ คุยกับบิ๊กบอสล่ะ พี่เค้าบอกว่าบริษัทเราสนับสนุนให้พนักงานลาไปเที่ยว เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเราก็ขอจัดเต็มเลยนะ รับรองว่า working hour ที่จะใช้ในการไปเที่ยว ไม่เกิน working off-hour ที่ผ่านมาแน่นอนครับ ^^

เริ่มต้นจาก
18 – 20 Feb 11 :
เริ่มต้นคอมโบด้วยการไปน่านอีกสักรอบ ชิวๆ พักผ่อนสบายๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด กลับมาพร้อมแรงกายแรงใจในการทำงาน
9 – 15 Mar 11 : เยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้านที่น่าฮัก ฮานอย ซาปา Backpack ชิวๆแบบไม่ต้องสนใจใคร เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดนอีกครั้ง
17 – 21 Apr 11 : หลังจากชื่นฉ่ำกับสงกรานต์บ้านเรา ก็ไปต่อบรรยากาศชิวๆริมเลที่บาหลี เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมงามงดของวัดวาอารามต่างๆ

เอา 3 เดือนแรกพอหอมปากหอมคอก่อนครับ เพราะไม่รู้ว่ากลับมาแล้วจะต้องกินแกลบ กินมาม่า อีกนานเท่าไร :)

และหลังจากที่เห็นทริปของตัวเองก็รู้สึกว่า คงถึงเวลาที่เราจะต้องซื้อกล้องถ่ายรูปเป็นของตัวเองแล้วหล่ะ จะจัดเต็มหรือไม่ ก็ต้องขอดูก่อนครับ เพราะคิดว่าถ้าจัดเต็มคงจะหายไปหลายทริปเลยทีเดียว ><  แนะนำรุ่นไหนก็คอมเมนท์บอกกันมาได้นะครับ

เฮ้อ.. บ่นมาก็เยอะ เวิ่นเว้อมาก็แยะ รู้สึกว่าสกิลการเขียนแย่มากเลย พูดอย่างเดิมเป็นครั้งที่ล้านว่าจะพยายามเข้ามา update บ่อยๆนะครับ และ blog ถัดไปติดตามย้อนรอย Japan Trip 2010 ได้ที่นี่เลยครับ… ขอบคุณที่ติดตาม

ธีรเดช ณ รีคัฟเฝอรี่โหมด


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Dec 15

ขอเจียดเวลานอนสักครู่มาเขียน blog หน่อยนะครับ ไม่ได้เขียนมานานมากเลย งานในมือเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วนั่นก็อาจแสดงให้เห็นว่าเรายัง manage เวลาไม่ค่อยดีเท่าไรนะ สงสัยต้อง revise พฤติกรรมการทำงานของตัวเองใหม่แล้วล่ะ

มาเริ่มต้นประเด็นฮ็อตฮิตก่อนเลย ช่วงปลายปีนี้เป็นช่วงที่ชีพจรลงเท้ามากที่สุดตั้งแต่เกิดมาในชีวิตเลยล่ะ มากที่สุดในประวัติการณ์ เดินทางตลอดเวลา เดินทางจนรู้สึกว่าโคตรเหนื่อย จบทริปนู้น ต่อทริปนี้ จบกลับมาก็มีทริปอื่นต่ออีก และไม่ใช่แค่ทริปธรรมดานะเว้ย มันเป็นทริป Backpack ทริปแรกในชีวิตของเราเลยล่ะ เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้แบกเป้เที่ยวต่างประเทศกับเค้าบ้าง ในที่สุดผมก็ทำความฝันเป็นจริงแล้วล่ะครับ

เรามาดูกันดีกว่าว่าชีพจรลงเท้าในช่วงเวลาที่งานเยอะสัดๆมันเป็นอย่างไร

19-28 Nov 2010    Backpack Japan
4-5 Dec 2010    Honda Winter Fest : เขาใหญ่
6-8 Dec 2010    Asia Developer Summit 2010 : Taipei, Taiwan
10-12 Dec 2010    P’Bank Wedding : อุบลราชธานี
 

จริงๆวางแผนว่าจะไป แต่ต้องยกเลิก เพราะงานดันเข้ามาพอดี ต้องลงแรงตรงนี้ deadline ก็ใกล้เข้ามาแล้ว น่าเสียดายจริงๆเลย วางแผนไว้มาเป็นเดือนๆแล้ว แถมลงไว้ช่วงวันหยุดอีก แต่ก็นะ งานของบริษัทก็สำคัญครับ อีกอย่างก่อนหน้านั้นเราก็เดินทางไปเที่ยวเยอะอยู่ งานก็ไม่ค่อยเดินเท่าไร ก็เกรงใจที่บริษัทเหมือนกัน

ลองดูละกันครับ ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ตามแผนนี้ กลับมาผมคงเยินเลยทีเดียว หุหุ จนถึงวันนี้ผมนอนที่บ้านไปแค่ 3 วันเองครับ 10 กว่าวันที่เหลือ คือนอนตามทริปแล้วก็ที่ออฟฟิศ

เริ่มต้นจากทริป ญี่ปุ่น เป็นทริปที่วางแผนมานานแสนนานแล้ว ประมาณ 6 เดือนได้ จริงๆมีความตั้งใจที่ตามล่าความฝันก็คือการได้ไปแบกเป้เที่ยวต่างประเทศอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วบังเอิญช่วงนั้นมีโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกออกมาพอดี ก็เลยคุยๆกับเพื่อน สุดท้ายก็ซื้อตั๋วไป

แค่ shot ที่ซื้อตั๋วไป ก็เหมือนเป็นการ commit ตัวเองแล้วว่าจะได้ไปแน่ๆ ตอนนั้นก็ดีใจแล้วหว่ะ มีความหลายอารมณ์มากมายตอนนั้น มีทั้งดีและไม่ดี  ส่วนหนึ่งก็ดีใจที่จะได้ไปแบกเป้เที่ยวต่างประเทศแล้ว ไปเที่ยวด้วยเงินของตัวเองด้วยนะเว่ย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกลัวเกิดขึ้นมาว่ากรูจะทำได้ป่าวว่ะ กรูจะแบกเป้เที่ยวได้ป่าวว่ะ ตอนนั้นมันมีอารมณ์ไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง มันเป็นการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเรา มันเริ่มต้นมาจากตอนเด็กๆเลยหว่ะ คือ เนื่องด้วยฐานะทางบ้าน เราไม่เคยได้ไปนั่งเครื่องบินไปไหนเลย ไม่เคยได้ไปต่างประเทศเหมือนครอบครัวอื่น ด้วยอารมณ์ตอนเด็กอย่างงั้น มันก็คิดไปนู้นนี่ ทำไมว่ะ ทำไม พอคิดไปเรื่อย และมันไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เราคิด มันก็ทำให้สร้างกำแพงบางๆขึ้นมา จริงๆมันก็คงไม่ต่างไปกับการสร้าง Secure Zone ให้กับตัวเอง เออไม่ต้องหวังมากหรอกว่ะ ยังไงมรึงก็คงไม่มีโอกาสได้ไปกับเค้าหรอก คนรวยๆเค้าไปกันเว่ย มรึงได้เที่ยวในไทยก็ถมแล้ว เคยพูดให้มามาฟังบ่อยๆตามประสาเด็ก แต่มามาก็คอยปลอบว่า เด็กโตขึ้นได้ทำงานเดี๋ยวเค้าก็ส่งไปนู้นไปนี่เอง คงได้บินกันจนเบื่อ นั่นก็คงเป็นการให้ความหวังวัยเด็กสินะ แต่เราก็หวังนะ

ย้อนกลับมาเรื่องกำแพง นั่นก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หว่ะ จนเราสร้างความคิดฝังหัวไปแล้วว่า มรึงคงไม่ได้ไปไหนหรอก หลังจากนั้นเราก็จะเป็นคนหนึ่งที่เวลาเห็นคนไปต่างประเทศ ก็จะรู้สึกว่า ‘แล้วไงว่ะ’ เห็นเค้าถ่ายรูปสวยๆมาก็ เออสวยดีนะ แต่มันไม่ได้คิดที่จะค้นคว้าว่า มันคือที่ไหนว่ะ ประเทศไหนว่ะ จดๆไว้ เดี๋ยวกรูจะไปตามเก็บ คือมันไม่มีอารมณ์นี้เว่ย จนครั้งนี้เมื่อถึง shot ที่ซื้อตั๋วมา เออว่ะ กรูจะได้ไปแล้ว มันก็กลับกลายเป็นว่า เออแล้วกรูจะไปไหนว่ะ ญี่ปุ่นมันมีอะไรเที่ยวว่ะ มัน blank มาก คือ ไม่มี data อยู่ในหัวเลย ที่ผ่านมา ignore ตลอดเพราะคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางได้ไป น่าขำมั้ยครับ ความคิดของผม :) เพื่อนก็ถามว่าอยากไปไหน เราก็ no idea จริง เพื่อนผมก็คงงง ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวก็คือ อาหารญี่ปุ่น จริงๆนะ พยายามคิดนะแต่มัน blank มาก เหอๆ

สุดท้ายสักประมาณ 95% ก็เป็นฝีมือของเพื่อนผมล่ะครับ ผมแทบจะไม่ได้ช่วยวางแผนอะไรเลย เวลาไม่ค่อยจะมี แถม data ในหัวก็แทบจะเป็นศูนย์ ถามอะไรมาก็ตอบไม่ค่อยได้ อยากไปไหนก็ไม่รู้ จำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ก็รู้สึกแย่นะ แต่มันก็ตอบไม่ได้จริงๆหว่ะ มันจำไม่ได้จริงๆ

และความกลัวต่างๆเหล่านั้นก็ได้ถูกกำจัดไปเมื่อผมได้เดินทางไปจริงๆ เฮ้ยกูทำได้นะเว้ย แต่ก่อนมึงจะกลัวอะไรกันมากมายว่ะ แม่งก็คนเหมือนกัน สื่อสารกันได้ก็โอเคแล้ว
การที่ผมได้ไป backpack ครั้งนี้ นอกจากจะได้ทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ผมยังได้ทลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อวัยเด็กไปด้วย ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลยล่ะ

ก่อนหน้านี้ผมเคยยก quote หนึ่งขึ้นมา post ใน Facebook

หลังจากผมกลับมาจากทริปนี้ ผมเชื่อแล้วละครับ มันทำให้ผมเติบโตและมีความมั่นใจที่จะก้าวเดินในชีวิตเพิ่มขึ้นจริงๆเลยครับ Smile  มันสัมผัสได้จริงๆ

กลับมาจากญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทำไรมาก รีบระเบิดกระเป๋า แล้วก็ทำงานต่อ ว่าจะเขียน blog ก็ไม่ได้เขียนเลย อยากจะเก็บ moment ช่วงเวลาที่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศมากมาย ไว้จะหาเวลาเขียนนะ จริงๆก็ทำใจไว้แล้วล่ะว่าถ้าเขียนมันคงจะไม่สดแล้ว แม้ว่าเราจะมีจด keyword ระหว่างไปเที่ยวอยู่บ้างแล้วก็ตามที

ปั่นงานไปไม่กี่วันก็ต้องเดินทางไปดูคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่แล้ว ไปดู DePaPePe ล่ะ ชอบมากมายเลย ฟังเล่นสดแล้วมีความสุขหว่ะ

กลับมาจากเขาใหญ่ ก็ต้องรีบจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไป Taipei ต่อ นี่ไปในนามของบริษัทครับ ไปร่วมงาน Asia Develper Summit ของทาง Microsoft บริษัทเราต้องขึ้นไปเป็น speaker บนเวที ส่วนเราก็ไปสังเกตการณ์ครับ ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงพอ >< 

Business Trip นี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความฝันจริงจัง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คำพูดของมาม้าข้าพเจ้าเป็นจริงแล้วล่ะ ซึ่งกระผมก็คิดอยู่ในหัวตลอดเหมือนกันว่าอยากมีโอกาสได้ไปต่างประเทศในฐานะของคนที่บริษัทส่งไป ตอนที่ได้รู้ว่าจะได้ไปนี่โคตรจะดีใจเลยครับ ไม่ใช้เพราะว่าจะได้แอบไปเที่ยวนะ 55 แต่ดีใจว่าคำพูดของมาม้าเป็นจริงแล้วนะ ความฝันของเราเป็นจริงแล้วนะ และปีนี้ก็เป็นปีที่ความฝันของเราเป็นจริง 2 อย่างในเวลาที่ไล่เลี่ยกันเลยล่ะ ดีใจจริงๆครับ ผมได้อะไรจากการเดินทางไปต่างบ้างต่างเมืองมากมายเลยละครับ ที่สำคัญคือความมั่นใจในการก้าวเดินต่อไปในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ขอบคุณโอกาสในครั้งนี้ครับ

ธีรเดช ณ วันที่พิชิตความฝันได้สำเร็จ


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Oct 31

นี่เราไม่ได้เขียน blog มาจะครบเดือนแล้วเหรอนี่ วันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน คงเป็นอย่างที่เค้าบอกกันสินะว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ จะว่าไปช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราก็มีความสุขจริงๆนะ มันเป็นความสุขที่ล้นมากๆ ไม่รู้สินะว่าทำไม คงเป็นเพราะเราปรับมุมมองต่อโลกใบนี้ใหม่ล่ะ ไม่คิดว่าตัวเองสามารถทำได้เหมือนกัน จริงๆแต่ก่อนเราเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกโคตรๆเลยนะ แต่แล้วด้วยสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เราต้องปรับมุมมองของตัวเองให้รู้เท่าทันด้วย ไม่งั้นโดนหลอกหัวแบะ จากที่มองบวกจ๋าๆ ก็ค่อยปรับมาลบบ้างๆ แล้วยิ่งช่วงที่มาสร้างบ้าน ต้องติดต่อช่างรับเหมา โดนช่างทิ้งงาน อะไรต่างๆมากมาย ก็ยิ่งเป็นช่วงที่กราฟความชันติดลบค่อนข้างมาก วิ่งปรู๊ดเป็น expo เลยทีเดียว รู้สึกตัวเองเป็นอะไรสักอย่าง โลกมันดูมืดมนไม่สดใสดังเดิม รู้สึกเฟลมากๆ เบื่อการติดต่องานกับผู้ใดทั้งสิ้น จนได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องคนหนึ่ง น้องเค้าเป็นคนที่มองโลกบวกมากๆ ทุกอย่างดูสดใส ซึ่งมันก็คอนทราสต์กับเราในช่วงนั้น และพอได้รู้จักมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตเราคล้ายกันมาก แทบจะซ้อนทับกันเลยล่ะ นั่นทำให้เราพอมองเห็นภาพของการปรับเปลี่ยนมุมมองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราอยากปรับปรุงอยู่แล้ว แต่มันเคว้งเหลือเกิน เหมือนพอรู้ว่าอยากทำตัวเองให้ดีขึ้น แล้วดีขึ้นนี่มันยังไง อะไรคือดีขึ้น แล้วดีเท่าไรมันจะพอ คืออย่างน้อยมันต้องมี benchmark บ้างล่ะ มีสิ่งให้เราได้ยึด ได้ทดลอง ได้ปฎิบัติ ได้วัดผล สุดท้ายก็ได้การเปลี่ยนแปลงออกมา

เราแทบจะไม่เชื่อตัวเองด้วยซ้ำว่าจะเปลี่ยนมุมมองของตัวเองได้แบบพลิกขนาดนี้ บางเรื่องที่ดำมืดสุด ก็สามารถมองให้ขาวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับ ที่ปรับเปลี่ยนมาครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะนิ่งหรือลงตัวแล้ว เราก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่อย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าไร แต่ในเมื่อเรายังมีความสุข เราก็จะรักษาให้มันคงอยู่ได้นานที่สุด คงไม่มีใครอยากกลับไปทุกข์หรอก ใช่ไหมครับ..

หลายคนบอกกับผมว่าเวลาผมยิ้ม…  ผมจะยิ้มแต่ปาก แต่ตาไม่ยอมยิ้ม มันเหมือนคนอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา

แต่ตอนนี้เวลาผมยิ้ม มันยิ้มทุกส่วนจริงๆ ผมยิ้มมาจากข้างในแล้วนะครับ

 

สวัสดีวันฮาโลวีน
ธีรเดช ณ ช่วงเวลาแห่งความสุข


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Oct 01

วันนี้ได้มีโอกาสไปดู หงส์เหนือมังกร เดอะมิวสิคัล ที่รัชดาลัย เอสพลานาด มาครับ ชอบมากกกกกกก :D

ตั้งแต่ที่เปิดตัวละครเวทีเรื่องนี้มา ก็รู้สึกไม่ได้รู้สึกว่าอยากดูเท่าไร แม้ว่าโดยส่วนตัวจะชอบหงส์เหนือมังกรฉบับละครโทรทัศน์อยู่ก็ตามที ประกอบกับเห็นใบปิด มีแพท แบงค์แคลช แล้วก็โตโน่ สำหรับแพทจริงๆก็อยากเข้าไปดูตัวเป็นๆสักที เพราะไม่เคยได้มีโอกาสชมความสามารถเลย ส่วนแบงค์ ไม่ค่อยชอบเสียงหอนตอนร้องเพลงก็รู้สึกเฉยๆ ส่วนโตโน่นี่กลัวจะซ้ำรอยบี้ครับ ไม่ค่อยประทับใจบี้เท่าไร ดูขาดๆเกินๆ แต่หลังจากได้ดูรายการอะไรสักอย่างที่สัมภาษณ์โตโน่ก็รู้สึกว่าชื่นชมหว่ะ ชื่นชมความคิดของเค้า เป็นผู้ใหญ่มากๆ โคตรประทับใจ ก็เลยอยากติดตามผลงาน 

หลังจากที่เห็นใบปิดครั้งแรกมันก็จบแค่ตรงนั้น ไม่ได้สนใจอะไรอีกเลย จนวันหนึ่งต้องเข้าไปดูอะไรบางอย่างใน Thai ticket major ดันไปเจอเรื่องนี้เข้า ก็เลยเข้าไปกดเล่นๆ ดูว่าคนจองไปถึงไหน กดไปกดมา.. ที่นั่งดีนี่หว่า แง่มๆ เอาไงดีๆ จะดูดีมั้ยว่ะ เข้ามาอีกรอบคงโดนแย่งแน่ๆ สรุปก็กดซื้อไป >< ได้ตั๋วมาหนึ่งใบ  จากนั้นก็เก็บลืมมมมมมมม

 

จนมันก็มาเตือนใน calendar (โชคดีนะที่จดไว้) ก็เลยต้องจรลีไปดูครับ ไปดูแบบง่วงๆ ไปดูแบบขี้เกียจๆ ไปดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย… 

 

แต่แล้วความรู้สึกหลังออกจากโรงละคร เชดดดดดดดดดด.. แมร่งทำดีหว่ะ ชอบมาก แม้ว่าจะดูอยู่หลังๆชั้น 2 ราคาถูกสุดก็เถอะ แต่นักแสดงส่งพลังมาถึงหว่ะ รับเข้าไปเต็มๆ (ไม่เหมือนตอนบัลลังก์เมฆ นอยมาก ดูที่แพง แต่ยังไม่ถึง ><)  

 

นักแสดงทุกคนก็เล่นดีมาก แบงค์นี่เกิดคาดจริงๆ ร้องเพลงเพราะมากกกก ร้องแบบไม่หอนนี่เสียงโคตรหล่อ ประทับใจหว่ะ มีพลังสุดๆ  โตโน่นี่ก็แสดงดี เสียงร้องก็ถือว่าดีเลยล่ะ ส่วนแพทนี่ตอนดูก็รู้สึกว่า ยังได้อีกหว่ะ มันยังไม่สุดอ่ะ เราอาจจะคาดหวังไว้เยอะก็ได้สำหรับแพท จากการที่ฟังคนนู้นคนนี้เล่ามาเยอะแยะ คือเค้าก็ร้องดีอยู่แล้วล่ะ แต่แหม.. ยังไม่ถึงใจ ฮ่าๆ หวังสููงเกิ๊นน.. ^^

 

สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือ เพลงและดนตรีเพราะมากครับ เพลงธีมของแต่ละตัวละครชัดเจนดีครับ ฟังแล้วก็เข้าใจว่ากำลังพูดถึงใครอยู่ ชอบๆ 

 

สิ่งที่ประทับใจมาโดยตลอดสำหรับละครเวทีค่ายนี้คือ โปรดักชั่น และเทคนิคในการเปลี่ยนฉาก สุดๆไปเลยครับ คิวต้องเป๊ะจริงๆ และไอ่ที่ยืดๆหดๆได้จากพื้นเวทีนี่ ชอบเป็นการรส่วนตัวเลย ใช้ประโยชน์พื้นที่ได้คุ้มดีครับ ^^ แล้วไอ่ที่เลื่อนๆบนพื้นเวทีเนี่ย ดูกี่ทีก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันเลื่อนยังไง ใช้กลไกอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อยนะครับ สงสัยมานานละ

 

อ่อ มีเรื่องบทอีกอย่างหนึ่ง สำคัญมากๆ สำหรับเรื่องหงส์เหนือมังกรนี้ ให้น้ำหนักแต่ละตัวละครกำลังดีเลยครับ ดูแล้วไหลลื่นตลอดเวลา ฉากตื่นเต้น ฉากไล่ล่า โอ้ยยย..  ครบรสจริงๆครับเรื่องนี้ เนื้อเรื่องก็พลิกผันตลอดเวลา ต้องลุ้นจนจบเลยทีเดียว 

 

เรื่องนี้มีคำพูดเด็ดๆเยอะมากครับ ข้อคิดในการใช้ชีวิตก็เยอะ สอดแทรกไว้ในบทพูดและเนื้อเพลงเต็มไปหมดเลยครับ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ายัดเยียดนะ หลายอันก็โดนครับ แต่เสียดายจำคำพูดไม่ได้ >< (เป็นปัญหาของตัวเองมาตลอด จำ quote ที่ประทับใจไม่ค่อยได้ รู้ว่าประทับใจ แต่มันจำไม่ได้นี่หว่า ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน)

 

ดูเสร็จนี่ตาบวมเลย ขี้แยสุดๆ เนื้อเรื่องมันอินจริงๆนะ นักแสดงก็เล่นดีด้วย แล้วไอ่เราก็ชอบบทดราม่าอยู่แล้วด้วย ก็เลย resonance เข้าไปใหญ่ ก็เลยเต็มที่ไปเลย ฮ่าๆ

 

สรุป หงส์เหนือมังกร เดอะมิวสิคัล ดีมากครับ ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูละครเพลงมาเลยล่ะ ก็อยากให้ใครที่สนใจละครเพลงก็ลองซื้อตั๋วเข้าไปชมดูนะครับ รับรองว่าประทับใจ ^^


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Sep 19

 

อยากให้ใจได้พักผ่อน อยากให้ใจได้มีที่อยู่ที่สงบ

อยากจะฝากใจไว้กับสถานที่ที่ไม่ต้องกังวลอะไร

อยากให้ใจได้อยู่นิ่งๆอยู่ในนั้น

 

ยามที่กายทุกข์ ฉันจะได้รู้ว่าใจไม่ทุกข์

ฉันยังมีที่ที่สามารถพากายกลับไปสู่ใจที่สงบได้

ใจจะได้ช่วยเยียวยาได้บ้าง

 
 
ชาติที่แล้วฉันทำกรรมไว้มากมายเช่นนี้เลยหรือ
 
ธีรเดช ไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ

  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Sep 13

หลังจากจบช่วงเวลางานเร่งก็ได้กลับมาบ้านเสียที ตั้งแต่ย้ายมาบ้านใหม่ เรานอนที่ office มากกว่าที่บ้านเสียอีก >< แต่มันก็จำเป็นหว่ะ งานเร่ง ต้องเขียนอะไรใหม่ๆ ต้องเรียนรู้โดยใช้เวลาอันสั้น จะศึกษาเองก็ต้องใช้เวลานิดนึง ก็เลยต้องศึกษาจากผู้มีประสบการณ์นี่ล่ะ ทำงานไปเรื่อยๆสงสัยอะไรก็ถาม ถามเสร็จก็ทำๆๆๆ แต่เราไม่ชอบการศึกษาอย่างงี้ว่ะ เราชอบศึกษาพื้นฐานให้แน่นก่อนแล้วค่อยเอามาประยุกต์ใช้ สรุปคือเราควรจะรู้ basic และ concept รวมถึง Architecture ของสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้พัฒนาจริงๆ มันจะมีประสิทธิภาพกว่า รู้สึกเหนื่อยและเครียด เวลาต้องศึกษาอะไรใหม่ๆแล้วมีเวลามาบีบ ให้ตายสิ!! คนแต่ละคนแม้จะมีเป้าหมายเหมือนกัน แต่ขั้นตอนและวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นย่อมแตกต่างกัน ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาเครียดจริง ปวดหัวจริง จิตตกจริง ไม่ได้ใช้ตัวแสดงแทน นะจ๊ะ >< 

โดยส่วนตัวช่วงหลังๆเป็นคนที่สมาธิสั้น ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรในการทำความเข้าใจเรื่องอะไรสักอย่าง.. จะมีบางช่วงที่องค์ลง เหมือนมีโปรโมชั่น สมาธิแน่วแน่มาก สามารถเข้าใจอะไรก็ได้ในแว๊ปเดียว แล้วจำติดหัวนานด้วย สิ่งวอกแวกทั้งหลายก็ไม่สามารถหยุดฉันได้ แม้แต่ความหิว… >< 

และพอต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า lnw โอ้วบร๊ะจ้าววว… มันคนละเรื่องกันเลย ประสิทธิภาพมันต่างกันจริงๆหว่ะ คนรอบข้างที่ใกล้ชิดเราอาจจะบอกว่าเราก็เทพ แต่เทพก็แบ่งได้หลายระดับนะจ๊ะ >< เวลายิ่งผ่านยิ่งเกิดการเปรียบเทียบมากขึ้น เราก็เข้าใจนะว่าแต่ละคนก็มีวิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน แต่มันกดดันหว่ะ เฟลด้วย >< ยิ่งพูดไปมากๆก็เหมือนเล่า blog เก่าๆ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราอยากปรับปรุงนะ ไม่ใช่ว่าเราจะย่ำอยู่อย่างงี้ไม่ไปไหน มันไม่ใช่วิสัยของเราเว่ย.. เราพร้อมจะก้าวต่อไปนะ แต่ตอนนี้ขอทำให้กระบวนการในหัวของเรากลับมาให้เหมือนเดิมก่อน.. ทำไงก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ ถ้าไม่ได้จะไปให้หมอผ่าหัวเล่น ><

 

กลับเข้ามาประเด็นที่ต้องการเขียนจริงๆก่อน >< พอมีโอกาสได้กลับมานอนบ้านก็จะหาเวลาไปออกกำลังกายครับ ว่ายน้ำที่สระในหมู่บ้านนี่ล่ะ เฉลี่ยตอนนี้ว่ายเดือนละครั้งได้ 55 หวังว่าหลังจากนี้จะมีเวลาว่ายมากขึ้น เพราะตั้งแต่ซื้อกางเกงว่ายน้ำกับแว่นว่ายน้ำสายตาอันใหม่มา เพิ่งได้ใช้แค่ครั้งเดียวเอง ><.. วันนี้ก็วิดพื้น ยกดัมเบลล์ด้วยนิดหน่อย พอกระตุ้นให้กล้ามเนื้อได้ทำงานบ้าง  ^^ 

และระหว่างที่ว่ายน้ำอยู่นั้น อยู่ดีก็นึกถึงตอนเด็กๆหว่ะ จริงๆก็ไม่เด็กนะ ป.3 ป.4 มั้ง.. ตอนที่เพิ่งย้ายมากรุงเทพฯใหม่ๆ ต้องนั่งรถโรงเรียนไปเรียนทุกเช้า จากบางพลัดไปเสสะเวชท่าพระ ทุกเช้าหม่าม้าต้องมาปลุกที่ชั้น 4 ปลุกอย่างเดียวไม่พอก็ต้องฉุดมือเราให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วไปนั่งรอที่ปลายเตียง รอให้เราขี่หลัง แล้วก็แบกเราลงบันไดไปชั้น 2 ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเราก็ขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรียน รอกินอาหารเช้าที่โต๊ะ แล้ววันไหนที่ขี้เซาจัดๆ หม่าม้าก็ต้องแบกลงไปชั้น 1 เพื่อไปรอรถโรงเรียนแต่เช้า ต้องก้มเปิดประตูม้วนอันหนักอึ้งอีก ส่งเราเรียนเสร็จ ก็ต้องทำงานบ้านต่อ แล้วก็เตรียมตัวไปทำงาน.. วันนี้ก็นั่งคิดว่าหม่าม้าแบกได้ไงว่ะ ตอนนั้นก็อายุ 45 แล้วนะ.. ไม่ใช่น้อยๆ  ถ้าเกิดก้าวพลาดล้มตกบันไดขึ้นมาจะเป็นยังไง (ตอนคิดเราคงยึดน้ำหนักตอนนี้ล่ะนะ ก็เลยรู้สึกผิดเป็นพิเศษ) แง่มๆ ก็เลยคิดว่าหม่าม้าเราทำเพื่อเรามามากมายขนาดไหน คอยดูแลเรา อดหลับอดนอน อาบเหงื่อต่างน้ำ หาเงินเลี้ยงดูเรา ให้การศึกษาเรา บุญคุณมากล้นเหลือหลาย เราคงต้องดูแลท่านให้ดีให้สมกับที่ท่านดูแลเราจนเติบใหญ่ได้จนถึงขนาดนี้ :D

 

ลูกหมารักหม่าม้าก๊าบบบ..

ธีรเดช จับฉ่ายโหมด

 

ปล. วันนี้ยิ้มให้สระว่ายน้ำ ท้องฟ้า และต้นไม้รอบๆสระด้วยล่ะ บ้าไปแร้วววววววว


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter
Sep 01

หลังจากค้างแรมที่ออฟฟิศเป็นเวลาเกือบ 2 อาทิตย์ นั่งปั่นงาน ปั่นหัว แบบไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง วันนี้พี่หัวหน้าเลยเรียกหมอนวดเข้ามานวดให้ถึงออฟฟิศก็หวังว่าจะได้ผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้บ้าง ก็นวดแผนไทยครับ ครั้งนี้เป็นการนวดแผนไทยเป็นครั้งที่สองหลังจากเดินทางไปนวดถึงโรงพยาบาลอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรีเมื่อปีที่แล้ว.. แม้ว่าท่าหรือวิชาของแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือความระบม ณ เวลาที่เขียนบล็อกอยู่นี้ ผ่านไป 12 ชม. ความปวดระบมกำลังก่อตัวขึ้นทีละจุดๆ ซึ่งรับรองว่าพรุ่งนี้ตื่นมาข้าพเจ้าจะปวดยิ่งกว่า >< ซึ่งความปวดจากการนวดนี้อาจจะเป็นอุบายที่ทำให้ร่างกายเรารู้สึกว่าอาการเจ็บปวดก่อนหน้านี้ได้ทุเลาลง จากการสอบถามเพื่อนๆที่เป็นหมอก็บอกว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง 

นวดทั้งตัวใช้เวลา 2 ชม. เป๊ะๆ หลังจากนวดเสร็จตัวก็เบาหวิวทันที เดินเหินยังกะลอยได้ ก็เลยเหาะไปซื้อของกินมารองท้องหน่อย ทันใดนั้นเอง ขณะที่อ้าปากเพื่อกินอาหาร ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รู้สึกแน่นหน้าอกและหายใจติดขัดขึ้นมาทันที อาการนี้เคยเกิดเป็นพักๆตอนช่วงที่เหนื่อยๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ อาการมันจะเหมือนหอบหืดครับ พอเป็นก็หยุดพักแป๊บเดียวมันก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ครั้งนี้มันไม่ปกติครับ เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย อยู่ดีๆก็เป็น แล้วก็ไม่หายด้วย ทรมานสุดๆ ลองจับชีพจรดู มันขึ้นถึง 120 ครั้ง/นาที เลย หลังจากนั้นก็รู้สึกเหนื่อยมาก เป็นตั้งแต่ 4 โมงเย็น จนถึง 6 โมงครึ่งก็ทนไม่ไหว ทำงานไม่ค่อยได้ รู้สึกหน้าอกมันตุ๊บๆตลอดเวลา ก็เลยลองไปนอนพักดูเผื่อจะดีขึ้น

นอนไปได้สัก 2 ชม ตื่นขึ้นมา อ่าวตายล่ะ! เต้นแรงและถี่เหมือนเดิม >< เอาไงดีว่ะ ลองจับชีพจรดูอีกที เฮ้ย จับไม่ได้หว่ะ มันเต้นไม่สม่ำเสมอเลย เต้นไม่เป็นจังหว่ะ เต้นเร็วบ้าง ช้าบ้าง แรงบ้าง เบาบ้าง แปรผันตามจังหวะการหายใจด้วย กูเป็นไรว่ะ ตอนนั้นโคตรตกใจ ก็เลยลองให้พี่ที่ office ช่วยลองจับชีพจรดู ก็กลัวว่าจะรู้สึกไปเองคนเดียว แต่พี่เค้าก็ว่ารู้สึกเหมือนกัน และบอกว่ามีบางช่วงเหมือนชีพจรหายไปด้วย ><  เครียดเข้าไปใหญ่ ก็เลยโทรไปปรึกษาหมอ ก็บอกให้ไปโรงพยาบาลให้เค้าวัดคลื่นหัวใจลองดูว่าปกติไหม แต่เราก็ดื้อว่ะ คิดว่ารอดูอาการก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปหา ระหว่างนั้นก็ดันคิดอะไรแผลงๆได้ เออ อยากเต้นแรงดีนัก กูก็จะเร่ง beat ขึ้นไปให้ถึงตรงนั้น แล้วก็หวังว่ามันจะกลับลงมาสู่ภาวะปกติได้ ก็เลยวิดพื้นไปเลย ตามด้วย Jogging ต่อ ให้ beat มันเต้นเลยจุดนั้นไปนิดนึง เอาว่ะถ้าเป็นลมก็จะได้รู้ไปว่า ความดันต่ำ แต่ก็ดูไม่เป็นไรนะ ก็นั่งพักแป๊บนึง รอ beat ลงมา มันก็ค่อยๆลงมาเรื่อยๆ แล้วก็ลงไปต่ำกว่าที่เป็นอยู่นิดนึง แต่ก็ยังเร็วอยู่.. ก็ไม่สนล่ะ ก็นั่งทำงานไปเรื่อยๆ แล้วก็คอยจับชีพจรเป็นช่วงๆ นั่งทำวนๆยังงี้ไปเกือบ ชม. ก็รู้สึกว่าชีพจรมันช้าลงนะ อาการแน่นหน้าอกก็ลดลงแต่ก็ยังรู้สึกแน่นหายใจไม่ค่อยออกอยู่ ซึ่งมองโดยรวมแล้วก็ดีขึ้น อาการเต้นไม่เป็นจังหวะก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พอจะนับคร่าวๆได้แล้ว ก็คิดว่าไม่ไปหาดีกว่า มันคงจะดีขึ้นล่ะ

จนถึงตอนนี้อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับแล้วครับ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะครับ จะพยายามนอนให้เป็นเวลา ทานอาหารให้เป็นเวลา ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ร่างกายจะได้แข็งแรง พร้อมไปเที่ยวครับ ^^

 

บันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางการแพทย์

ธีรเดช ณ วันที่หัวใจอ่อนแอ


  • Print
  • PDF
  • Digg
  • StumbleUpon
  • del.icio.us
  • Google Bookmarks
  • Google Buzz
  • Facebook
  • Twitter